![]() เจ้าอาวาสวัดถ้ำยายปริก อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี |
|||
|---|---|---|---|
![]() |
|||
ปฐมวัย
การศึกษา
อายุประมาณ ๑๔ ปี เรียนจบ ป.๔ เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ได้สำเร็จนักธรรมโทที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ อายุ ๑๙ ปี
รับราชการ
พ.ศ.๒๔๘๙ หลวงพ่อเป็นเสมียนปกครอง เป็นพนักงานสอบสวนวิสามัญ
งินเดือน ๆละ ๒๐ บาทและได้ค่ายังชีพอีกรวมเดือนละ ๔๕๐ บาท
มีครอบครัว
ได้นางประไพเป็นภรรยา มีบุตรรวมเป็น ๕ คน
ธรรมะเกิดครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕
เจริญอานาปานสติ เขาให้นับคู่หายใจเข้า ๑ ออก ๑ เข้า ๒ ออก ๒ เข้า ๓ ออก ๓ เข้า ๔ ออก ๔ เข้า ๕ ออก ๕ แล้วก็ถอยหลัง
มาเอาเป็น ๖ เป็น ๗ เป็น ๘ เป็น ๙ เป็น ๑๐ แค่นั้นแหละก็ถอยหน้า ถอยหลัง ลมมันก็เร็วเลยนับเดี่ยว ๑ ถึง ๑๐ นับ ๑ ถึง ๑๐ ทำให้ท้อง
แขม่วๆลงไป จนกระทั่งลมละเอียด มองเห็นสายลมในจมูกนี้ มีสติ-สัมปชัญญะควบคู่กัน เหมือนเส้นลวดเส้นเชือกดิ่ง พอลมจะสุดมันจะมี
นิวรณ์มากั้นว่า ตายนะนี่เรียกว่าอุปาทาน พอตายเท่านั้น ตัดสินใจชั่วแว้บเดียว ตายเป็นตายไม่ถึงหนึ่งนาทีเลย พอสุดลมวับดับ ดับแล้วมันก็เกิดทันที เห็นกองสังขารอยู่กองข้างหน้า นี่สำรอกกิเลสครั้งแรก
อุปสมบท
พ.ศ.๒๕๑๒ อายุได้ ๔๖ ปี อุปสมบทเป็นครั้งแรก วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒ ณ วัดนิมมานราษฎร์บำรุง ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีพระครูพิบูลสังฆกิจ (ประยูร ปิยธโร) เจ้าคณะตำบลคลองกิ่ว
วัดกุณฑีธาร บ้านหัวกุญแจเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสวิน อินฺทวํโส วัดศรีอรุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสมาน รตินฺธโร
วัดนิมมานราษฎร์บำรุง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ |
|||
![]() |
|||
ธรรมะเกิดครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒
หลวงพ่อก็ปฏิบัติต่อไป แต่ว่าธรรมะเกิดแต่ละครั้งนั้นก็เห็นกองสังขาร จิตมันจะอ่อนลงๆ วูบๆ
เหมือนเราเดินลงที่ต่ำตามลำดับมา จนกระทั่งกองสังขารครั้งสุดท้ายก็พิจารณาเรื่องทุกข์ พูดตามปริยัติก็เรียกว่าเข้าสู่อุเบกขาญาณ พิจารณาหาทางออกจากกองทุกข์ มาอยู่ในกองสังขารเป็นทุกข์ เกิดความนิพพิทา เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากอยู่ หาทางพิจารณาไปอยู่ประมาณสัก ๖-๗ วันจะได้ก็เอาทุกข์นั้นพิจารณาสาวไป อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ ปัญญานี่จะหยั่งเข้าไปหาเหตุ ทุกข์นี่ต้องมีเหตุเหมือนกับไฟ เมื่อมีไฟต้องมีร้อน ไอ้ร้อนนี่เหมือนตัวทุกข์ ร้อนมาจากอะไร มาจากไฟไฟนี่เป็นตัวสมุทัย สาวเข้าไปจึงไปถึงเหตุมันเขาเรียกว่า สมุทัย เหตุแห่งทุกข์เกิด จึงเข้าอ้อนั้นแหละเข้าป่าอ้อเข้าสู่อัปปนาสมาธิ หรือพูดตามปริยัติ เขาเรียกว่า ธรรมเอกผุดขึ้นเป็นอารมณ์เดียวดิ่งอุปมาเหมือนกับดินปืน จุดเอาไฟไปจี้มันจะฟุ่บขึ้นมา เป็นอารมณ์เดียว นี่สำรอกกิเลสครั้งที่ ๒ |
|||
![]() |
|||
![]() ![]() |
|||
สอบอารมณ์ที่อ้อมน้อย มาอยู่ถ้ำยายปริก ก่อนกฐินจะมา หลวงพ่อก็มาเกาะสีชังอีก มาพักที่วัดจุฑาทิศฯ พอตกกลางคืนได้นิมิตเห็นผู้หญิงชราผมขาว
ไปนิมนต์ให้มาอยู่ที่ถ้ำยายปริก รุ่งเช้าฉันเสร็จ จึงเดินทางมาสำรวจ หลวงพ่อก็เข้าถ้ำไปจับอารมณ์ดู พิจารณาในถ้ำพบว่ามีความเยือกเย็นดี สงบสงัดจริงๆ มีอากาศถ่ายเทดีเหมาะสำหรับการบำเพ็ญสมณธรรม หลวงพ่อก็เลยปักใจจะมาอยู่หลวงพ่ออยู่ถ้ำกันดารน้ำมาก ใช้น้ำวันละขัน ธรรมชาติมันลอง ฟ้าผ่า วันหนึ่งฝนตกแต่ธรรมชาติรู้กัน หลวงพ่ออยู่ในกลด กลดใหม่ๆ วันนี้ธรรมชาติมันลอง ฝนตกสักๆอยู่ หลวงพ่อถามมันเอาแน่เหรอ จิตมันว่ากัน กลดแขวนอยู่ แน่ว่าซั้น แน่ก็เตรียมพร้อมจับด้ามกลด พอพร้อมเท่านั้น ฟ้าผ่าเปรี้ยง เพียะ กลดหัก ๔ ซี่ มุ้งหลุดเลย เปียกหมด
ธรรมะเกิดครั้งที่ ๓ ปี พ.ศ. ๒๕๑๖
เพียร ๓ ปีธรรมะอะไรก็ไม่เกิด คลายความเพียรจะจำวัดหันไปดูนาฬิกานี่จะ ๓ ทุ่มแล้ว ปรกติก่อนนอนหลวงพ่อจะนั่งกรรมฐานเอาสักหน่อย ดึงนิสีทนะที่ปลายเท้ามาขยับนั่ง พอสัมผัสเท่านั้น เสียงดังเหมือนสายฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างเลย แต่ความรู้สึกตัวนี่อุปมาเหมือนกับลอกหนังกบในตัวออกดังเพียะเลย หลวงพ่อสงสัยว่าอะไร ลองลูบตัวเองมีแต่รู้ทั้งนั้นปัญญานี้มันจะมองถึงพระอานนท์ตอนบรรลุธรรมทันทีเลย ปริศนาธรรมของหลวงพ่อพุทธทาส หลวงปู่มั่น ตีแตกหมด จึงมารู้ความจริง ไอ้ตัวนี้มันนามชัดๆ เลย ภายนอกเป็นรูปหมด นี่เขาเรียก แยกรูปนามชัดเจนหรือกะเทาะเปลือก นี่สำรอกกิเลสครั้งที่ ๓
|
|||
![]() |
|||
ธรรมะเกิดครั้งที่ ๔ และพรหมอาราธนา
เจอลูกหมาตายอยู่ข้างทางบันไดขึ้นมา หนอนกำลังไชอยู่กำลังกินหลวงพ่อก็เอาไม้เท้าเขี่ยดูก็เอาลูกหมานั้นเป็นอารมณ์ น้อมมาใส่ตัวเรา แล้วก็เอาเราเหมือนนั้น หนอนไชอะไรต่างๆ แล้วก็ทิ้งไป พอตกกลางคืนนั่งกรรมฐานก็เอานั้นมาเป็นอารมณ์ น้อมมาใส่กายเรา พิจารณาว่า ร่างกายของเรานี้เหมือนกับเนื้อสุนัข ที่มันเน่าเปื่อยหนอนไชกำลังกิน มองเห็นซี่โครงร่างกายว่างหมดเลย พอได้ส่วนเท่านั้น เสียงมันลั่นจากทรวงอกข้างซ้ายดังปึก แล้วก็เลื่อนลงมาโคนขาดังเพียะ นี่สำรอกกิเลสครั้งที่ ๔ เรียกว่า เจโตวิมุตติ สำรอกราคะและโทสะ
ธรรมะเกิดครั้งที่ ๕ พรรษา ๑๐
หลวงพ่อปฏิบัติธรรมเป็นปกติ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิตั้งอยู่ในอริยมรรคองค์ ๘ พอวันนั้น ได้เวลาปั๊บมันจะขึ้นมาเอง พอขึ้นมาแล้วดูมัน ตัวนี้แหละปัจจุบันธรรม เอ๊ะ จิตมันแว้บ อันนี้เรามีแต่รู้ ทำไมเราไปหลงอยู่อาการของจิต เท่านั้นแหละ เห็นเป็นอาการของจิตรูปนาม ปัจจุบันธรรมมันหลุดจากหัวใจลงไปอีก ตัวลอยเลย สุขอะไรไม่เท่ากับสุขที่สังขารขันธ์ไม่ปรุงแต่ง แล้วต่อมาก็เป็นปกติ นี่แหละมันจับไอ้ตัวคิดนึกปรุงแต่งขึ้นมาทันปัจจุบันเหมือนหมาไล่เนื้อ เขาเรียกยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์งับหลุด ดับตัวสังขารขันธ์ขันธ์หลุด ต่อมาเดือนกว่าๆ ก็อยู่ในถ้ำ นี่มันจะฟูขึ้นมาอีก หลวงพ่อก็จับมาพิจารณาด้วยปัญญาโดยโยนิโสมนสิการ เอ๊ะ ไอ้ความปรุงแต่งมันเอามาพิจารณา ก็เหมือนเราหยิบของมาดูมาชมมาพิเคราะห์อะไรต่างๆ พิจารณา ไอ้ตัวคิดตัวนึกตัวปรุงแต่งนี้เองเป็นตัวสมมติบัญญัติ เป็นโน่น เป็นนี่ เป็นตัว เป็นตนเป็นเราเป็นเขา เป็นของกูตัวกูอะไรต่างๆ นานาเมื่อรู้อย่างนี้อีก ทีนี้มันก็หายไป ทีนี้จิตก็จะว่างโล่งเบาสบาย ไม่ได้ไปคิดไปนึกอะไรนิ่งเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ ทีนี้ก็มีสติ-สัมปชัญญะพิจารณาดูทางอายตนะต่างๆ เห็นความเกิดดับของสภาวธรรมต่างๆ มันจะเข้ามาจับอายตนะแล้ว เริ่มอายตนะ จิตนี่ว่างโปร่ง แล้วรู้ความจริงแค่ปัสสาวะก็มีรูปกับนาม กลืนน้ำลายก็รูปนามกระทั่งตด อุจจาระ กระทั่งอะไรก็แล้วแต่ เห็นในกายเรานี้นะทุกอย่าง เมื่อ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัส กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็ไปสู่ที่จิต จึงว่ากามคุณ ๕ นี้เป็นของที่หลอกลวงไม่เที่ยง ทีนี้ภายนอกมันก็เข้ามาอยู่ที่จิต จึงมาพิจารณาไอ้ตัวจิตเป็นหนึ่ง เอกัคคตา กลายมาเป็นสมาธิไป แปรสภาพไป มาเป็นตัวสมาธิ เสื่อมจากจิตมาเป็นสมาธิ แล้วปัญญาจะเข้าไปดู สอดส่องอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกโยนิโสมนสิการ ละเอียดถี่ยิบเลย กายมันก็สมมติบัญญัติ เมื่อเป็นสมาธิแล้ว ทีนี้จิตมันจะว่างเปล่า ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรมันก็อยู่ในอารมณ์ความว่าง...... |
|||
![]() |
|||
มรรคจิต ผลญาณ
เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไป เพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
๑. จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับอารมณ์ทั้งสิ้นเป็น สมุทัย
๒. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก อันได้รับความกระทบกระเทือน
จากอารมณ์นั้นเป็น ทุกข์
๓. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น มรรค
๔. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็น นิโรธ
|
|||
|
|||
เป็นอสังขตธรรมไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ว่างเปล่า |
|||
![]() |
|||||||